วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

ยุคลิดแห่งอะเล็กซานเดรีย
(Euclid of Alexandria)

ประวัติ
  ยุคลิดเป็นนักคณิตศาสตร์ที่สำคัญและเป็นนักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงแพร่หลายในรัชสมัยโตเลมีที่ ยุคลิดเป็นชาวกรีซ เกิดที่เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์  ศึกษาที่สถาบันของ Plato ที่กรุงเอเธนส์ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์และหัวหน้าภาควิชาคณิตศาสตร์คนแรกที่มหาวิทยาลัยอะเล็กซานเดรีย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในโลก ตั้งขึ้นประมาณ 300 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และใช้ชีวิตอยู่ ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นเวลานาน
          หลักฐานและเรื่องราวเกี่ยวกับตัวยุคลิดยังคงสับสน เพราะมีผู้เขียนไว้หลายรูปแบบ อย่างไรก็ตามผลงานเรื่อง The Elements ยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงทุกวันนี้ จากหลักฐานที่สับสนทำให้สันนิษฐานที่เกี่ยวกับยุคลิดมีหลายแนวทาง เช่น ยูคลิดเป็นบุคคลที่เขียนเรื่อง The Element หรือ ยุคลิดเป็นหัวหน้าทีมนักคณิตศาสตร์ที่อาศัยอยู่ที่อเล็กซานเดรีย และได้ช่วยกันเขียนเรื่อง The Elements อย่างไรก็ดีส่วนใหญ่ก็มั่นใจว่ายูคลิดมีตัวตนจริงและเป็นปราชญ์อัจฉริยะทางด้านคณิตศาสตร์ที่มีชีวิตในยุคกว่า 2,000 ปี
ผลงาน
          ผลงานสำคัญของยุคลิดคือการเขียนตำราทางคณิตศาสตร์และดาราศ่าสตร์ ผลงานบางชิ้นได้สูญหายไปแล้ว เช่น งานเขียนเกี่ยวกับภาคตัดกรวยที่ยุคลิดรวบรวมมาจากการค้นคว้าของอริสเตอุส ซึ่งเป็นนักเรขาคณิตยุคเดียวกับยุคลิด ผลงานของยุคลิดที่ยังคงอยู่ในปัจจุบันมี 5 ชิ้น คือ Division of Figures , Data , Phaenomena , Optic และ Elements
          Division of Figures กล่าวถึงการแบ่งรูปในระนาบ ประกอบด้วยทฤษฎีบท 36 บท เช่น ทฤษฎีบทที่ 1 ว่าด้วยการสร้างเส้นตรงให้ขนานกับฐานของสามเหลี่ยมและแบ่งสามเหลี่ยมออกเป็น 2 ส่วน โดยมีพื้นที่เท่ากัน เป็นต้น
          Data เปรียบได้กับคู่มือการสอนที่ใช้ควบคู่กับอิลิเมนต์ 6 เล่มแรก เนื้อหาสาระจึงเน้นที่การชี้แนะวิธีวิเคราะห์ปัญหาทางเรขาคณิต
          Phaenomena กล่าวถึงเรขาคณิตบนทรงกลม
          Optic กล่าวถึงการศึกษาเกี่ยวกับปรากฎการณ์ของแสง
          Elements เป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุด และได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นตำราที่สำคัญที่สุดเล่มหนึ่งในประวัติของมนุษยชาติ โดยถ้าไม่นับไบเบิลแล้ว อาจกล่าวได้ว่าไม่มีหนังสือเล่มใดจะมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์และถูกใช้อย่างกว้างขวางเท่ากับ Elements ประกอบด้วยหนังสือ 13 เล่ม และทฤษฎีบท 465 ทฤษฎีบท เป็นต้นแบบของตำราคณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีนิรนัย (deduction) เนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเรขาคณิตแบบยุคลิด แต่ก็มีเนื้อหาคณิตศาสตร์อื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทฤษฎีจำนวน

 ลักษณะสำคัญของหนังสืออิลิเมนต์
          หนังสืออิลิเมนต์ถือว่าเป็นต้นแบบของระบบคณิตศาสตร์ในปัจจุบัน กล่าวคือ ในหนังสืออิลิเมนต์ ยุคลิดได้กำหนดข้อตกลงขึ้น 10 ประการ 5 ประการแรกยุคลิดเรียกว่า สัจพจน์ (axioms) หรือ คอมมอนโนชัน (common notions) ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เห็นจริงโดยไม่ต้องพิสูจน์ในวิทยาการทุกแขนง ส่วน 5 ประการหลัง ยุคลิดเรียกว่า พอสจูเลต (postulates) หมายถึง สิ่งที่เห็นจริงโดยไม่ต้องพิสูจน์ทางเรขาคณิต ข้อตกลงทั้ง 10 ประการมีดังน
                  A1 : สิ่งทั้งหลายที่เท่ากับสิ่งเดียวกัน สิ่งเหล่านั้นย่อมเท่ากัน
                  A2 : สิ่งที่เท่ากัน เมื่อถูกเพิ่มด้วยสิ่งที่เท่ากัน ผลย่อมเท่ากัน
                  A3 : สิ่งที่เท่ากัน เมื่อถูกหักออกด้วยสิ่งที่เท่ากัน ผลย่อมเท่ากัน
                  A4 : สิ่งที่ทุกอย่างร่วมกัน ย่อมเท่ากัน
                  A5 : ส่วนรวมย่อมใหญ่กว่าส่วนย่อย
                  P1 : ลากเส้นตรงเส้นหนึ่งจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้
                  P2 : ต่อเส้นตรงที่ยาวจำกัดออกไปได้เรื่อยๆ
                  P3 : เขียนวงกลมได้เมื่อกำหนดจุดศูนย์กลางและระยะทางใดๆ
                  P4 : มุมฉากทุกมุมย่อมเท่ากัน
                  P5 : เมื่อลากเส้นตรงผ่านเส้นตรง 2 เส้น ทำให้มุมภายในที่อยู่ข้างเดียวกันรวมกันน้อยกว่า 2 มุมฉาก เส้นตรง 2 เส้นนั้นจะตัดกันทางด้านที่มีผลรวมน้อยกว่า 2 มุมฉาก ถ้าต่อออกไปเรื่อยๆ
           จากข้อตกลงทั้ง 10 ประการ ยุคลิดสามารถสร้างทฤษฎีได้ถึง 465 ทฤษฎี โดยใช้วิธีการที่เรียกว่า การสังเคราะห์ ด้วยการนำบทบัญญัติหรือทฤษฎีที่รู้แล้ว ประกอบกับการให้เหตุผลเชิงตรรกศาสตร์ ไปสร้างข้อสรุปหรือทฤษฎีใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ต่อจากนั้นจึงใช้วิธีการวิเคราะห์พิสูจน์ข้อสรุปหรือทฤษฎีบทใหม่นั้นว่าเป็นจริง

           ยุคลิดนิยามคำศัพท์ทางเรขาคณิตที่ต้องใช้ในหนังสืออิลิเมนต์ทุกคำ เช่น คำว่า จุด เส้น ระนาบ เป็นต้น
           การพิสูจน์ที่ปรากฎในหนังสืออิลิเมนต์ ได้พยายามใช้หลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้การพิสูจน์ทฤษฎีบทบางบท จัดได้ว่าเป็นวิธีการให้เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ที่สละสลวย จนถือเป็นแบบฉบับมาจนทุกวันนี้ เช่น การพิสูจน์ว่า จำนวนเฉพาะมีจำนวนไม่จำกัด
 หนังสืออิลิเมนต์
          หนังสืออิลิเมนต์ของยุคลิดมีทั้งหมด 13 เล่ม ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาทางเรขาคณิต แต่ก็มีการกล่าวถึงทฤษฎีจำนวนและเรขาคณิตเชิงพีชคณิตเบื้องต้น เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นผลงานของผู้อื่น เช่น ปีทาโกรัสและสานุศิษย์ของท่าน ฮิปโปเครติสแห่งคิโอส ยูโดซุส่แห่งซีนิดัส และธีโอดอรัส เป็นต้น ยุคลิดได้นำผลงานของนักปราชญ์ในสมัยก่อนๆ มารวบรวมเข้าอย่างเป็นระบบและเป็นลำดับเหตุผลต่อกัน เนื้อหาโดยสังเขปของอิลิเมนต์แต่ละเล่ม เป็นดังนี้
          เล่มที่ 1 รูปสามเหลี่ยม เส้นตั้งฉาก เส้นขนาน พื้นที่ของรูปเหลี่ยมต่างๆ และทฤษฎีบทปีทาโกรัส
          เล่มที่ 2 การแปลงพื้นที่ พีชคณิตเชิงเรขาคณิต
          เล่มที่ 3 วงกลม คอร์ด และเส้นสัมผัส
          เล่มที่ 4 รูปหลายเหลี่ยมและวงกลม การสร้างรูปหลายเหลี่ยมปกติ
          เล่มที่ 5 สัดส่วน
          เล่มที่ 6 การนำแนวคิดเรื่องสัดส่วนมาใช้กับรูปคล้าย การสร้างสัดส่วนตัวที่ 3 สัดส่วนตัวที่ 4 สัดส่วนเฉลี่ย หรือค่าเฉลี่ยเรขาคณิตและการหาคำตอบของสมการกำลังสองโดยวิธีเรขาคณิต
          เล่มที่ 7 ทฤษฎีจำนวน : การจำแนกจำนวนเป็นจำนวนคู่ จำนวนคี่ จำนวนเฉพาะ และจำนวนสมบูรณ์ ตัวหารร่วมมากและตัวคูณร่วมน้อย
          เล่มที่ 8 สัดส่วนต่อเนื่อง
          เล่มที่ 9 ทฤษฎีจำนวนต่อจากเล่มที่ 7 และ 8 ทฤษฎีบทที่มีชื่อเสียงของเล่มนี้คือ "จำนวนเฉพาะมีจำนวนไม่จำกัด"
          เล่มที่ 10 จำนวนอตรรกยะ
          เล่มที่ 11 เรขาคณิต 3 มิติ ที่สมนัยกับเล่มที่ 1
          เล่มที่ 12 ระเบียบวิธีเกษียณ เพื่อใช้แสดงว่า พื้นที่ของวงกลม 2 วง เป็นสัดส่วนกับพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสบนเส้นผ่านศูนย์กลาง
          เล่มที่ 13 ทรง 3 มิติปกติ


อ้างอิง http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/lopburi/piyawan_t/history/sec02p04.htm
วันที่ 06/09/56



ปีทาโกรัส
(Pythagoras)

ปีทาโกรัสเป็นชาวกรีซ เป็นนักปรัชญาและผู้นำศาสนา มีอายุอยู่ในรว 582 - 500 ก่อนคริสต์ศักราช เกิดที่เมืองเอเจียน (Aegean) บนเกาะซามอส (Samos) ใกล้กับเอเชียไมเนอร์ ท่านได้รับความรู้และประสบการณ์มากมายจากการเดินทางท่องเที่ยวไปยังดินแดนต่างๆ เช่น อียิปต์ และบาบิโลเนีย และอาจเป็นศิษย์ของทาลิส กล่าวกันว่าท่านอาจจะเคยเดินทางไปถึงอินเดียด้วยก็ได้ เมื่อท่านเดินทางกลับจากอียิปต์มายังเกาะซามอส ก็พบว่าเกาะซามอสตกอยู่ภายใต้การยึดครองของเปอร์เซีย เนื่องจากทรราช Polycrates ท่านจำต้องจากเกาะซามอส ไปตั้งรกรากที่เมืองโครโตนา (Crotona) ซึ่งเป็นเมืองท่าของกรีก ตั้งอยู่ตอนใต้ของอิตาลีในปัจจุบัน 
          ปีทาโกรัสได้ตั้งสำนักความคิดที่มีชื่อเสียง เรียกว่า สำนักปีทาโกเรียน (Pythagorean school) มีตราประจำสำนักเป็นรูปดาวห้าแฉก ซึ่งเป็นสถาบันที่ศึกษาเกี่ยวกับ ปรัชญา คณิตศาสตร์และธรรมชาติวิทยา สานุศิษย์ของสำนักนี้ต้องสาบานตัวเป็นพี่น้องกัน เรียกว่า ภราดรภาพแห่งปีทาโกรัส ต้องเคารพกฎเกณฑ์ของสำนักอย่างเคร่งครัด แนวคิดที่สำคัญของปีทาโกรัสและสาวกคือ หลายสิ่งหลายอย่างสามารถอธิบายให้เข้าใจได้ด้วยคณิตศาสตร์ ทำให้การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ปีทาโกรัสและสาวกได้ทำการพิสูจน์ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์หลายเรื่อง และต่อมาทฤษฎีเหล่านี้เป็นรากฐานของวิทยาการในยุคอียิปต์ ปีทาโกรัสคิดว่าปริมาณต่างๆ ในธรรมชาติสามารถเขียนในรูปเศษส่วนของจำนวนนับ จนมีคำขวัญของสำนักว่า "ทุกสิ่งคือจำนวนนับ" เมื่อมีการค้นพบจำนวนอตรรกยะขึ้น ทำให้ปีทาโกรัสและศิษย์ทั้งหลายเสียขวัญและกำลังใจ เมื่อทางราชการขับไล่เพราะกล่าวหาว่าสำนักปีทาโกเรียนเป็นสถาบันศักดินา สำนักปีทาโกเรียนก็สูญสลายไป

ความมหัศจรรย์ของจำนวน
          ความมหัศจรรย์ของจำนวนต่อไปนี้ สันนิษฐานว่า กลุ่มปีทาโกเรียนเป็นผู้คิดค้นขึ้น คำว่าจำนวนในคณิตศาสตร์ของกลุ่มปีทาโกเรียน หมายถึง จำนวนเต็มบวกและศูนย์
          จำนวนแห่งมิตรภาพ (amicable numbers หรือ friendly numbers) มีหลักฐานว่าปีทาโกรัสเป็นผู้ค้นพบจำนวนประเภทนี้ ความหมายของจำนวนแห่งมิตรภาพ คือ จำนวนเต็มบวก 2 จำนวน จะเป็นจำนวนแห่งมิตรภาพต่อกัน เมื่อผลรวมของตัวหารแท้ที่เป็นบวกทุกตัวของจำนวนหนึ่งมีค่าเท่ากับอีกจำนวนหนึ่ง เช่น 284 และ 220 เป็นจำนวนแห่งมิตรภาพ เพราะว่า
          ตัวหารแท้ของ 220 คือ 1, 2, 4, 5, 10, 11, 20, 22, 44, 55 และ 110 ผลบวกของตัวหารแท้ คือ 284
          ตัวหารแท้ของ 284 คือ 1, 2, 4, 71 และ 142 ผลบวกของตัวหารแท้ คือ 220
          ชาวกรีกโบราณที่เป็นมิตรแท้ต่อกัน นิยมใช้เครื่องรางที่สลักเป็นตัวเลข โดยตัวเลขของแต่ละคนเป็นจำนวนแห่งมิตรภาพต่อกัน

          จำนวนสมบูรณ์ (Perfect numbers) คือ จำนวนเต็มบวกที่มีค่าเท่ากับผลรวมของตัวหารแท้ทุกตัวของจำนวนนั้น มีตำนานเล่าว่าพระเจ้าทรงสร้างโลกเสร็จใน 6 วัน และดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองใน 28 วัน 6 และ 28 จึงเป็นจำนวนสมบูรณ์สองตัวแรก เพราะตัวหารแท้ของ 6 คือ 1, 2 และ 3 โดยที่ 1 + 2 + 3 = 6 ในทำนองเดียวกัน ตัวหารแท้ของ 28 คือ 1, 2, 4, 7 และ 14 โดยที่ 1 + 2 + 4 + 7 + 14 = 28
          จำนวนบกพร่อง (deficient numbers) คือ จำนวนเต็มบวกที่มีค่ามากกว่าผลรวมของตัวหารแท้ทุกตัวของจำนวนนั้น จำนวนบกพร่องตัวแรกที่พวกปีทาโกเรียนรู้จัก คือ 8 เพราะว่า ตัวหารแท้ของ 8 คือ 1, 2 และ 4 ซึ่ง 8 มีค่ามากกว่า 1 + 2 + 4
           จำนวนอุดม (abundant numbers) คือ จำนวนที่มีค่าน้อยกว่าผลรวมของตัวหารแท้ทุกตัวของจำนวนนั้น เช่น 24 เป็นจำนวนอุดม เพราะตัวหารแท้ของ 24 คือ 1, 2, 3, 4, 6, 8 และ 12 ซึ่ง 24 มีค่าน้อยกว่า 1 + 2 + 3 +4 + 6 + 8 + 12
จำนวนเชิงรูปภาพ (Figurate numbers)
          กลุ่มปีทาโกเรียนเป็นผู้ริเริ่มสร้างจำนวนเชิงรูปภาพ จำนวนเชิงรูปภาพเหล่านี้เขียนในรูปของจุดที่เรียงตัวในลักษณะรูปหลายเหลี่ยม การที่พวกปีทาโกเรียนสร้างจำนวนเชิงรูปภาพขึ้นมา ก็เพื่อต้องการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเลขคณิตกับเรขาคณิต
จำนวนเชิงสามเหลี่ยม (triangular numbers)
จำนวนเชิงสี่เหลี่ยมจัตุรัส (square numbers)


ทฤษฎีบทปีทาโกรัส
          พวกปีทาโกเรียนได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างด้านตรงข้ามมุมฉากและด้านประกอบมุมฉากของสามเหลี่ยมมุมฉาก ซึ่งเป็นทฤษฎีบทที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดบทหนึ่ง ได้แก่ทฤษฎีบทปีทาโกรัส ซึ่งมีใจความว่า
ในสามเหลี่ยมมุมฉากใดๆ พื้นที่ของสี่เหลี่ยมจัตุรัสบนด้านตรงข้ามมุมฉาก
จะเท่ากับผลบวกของพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสบนด้านประกอบมุมฉาก

วันที่ 06/09/56